Site icon Mekha News (มีค่านิวส์) : เว็บไซต์ข่าว ที่จะนำเสนอข่าวสารเพื่อรักษาสิทธิให้กับคุณ

ครม.ไฟเขียวประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 3 หวังบรรเทาความเดือดร้อนราคายางตกต่ำช่วงโควิด

ชาวสวนยางก็ได้นะ! เงินประกันรายได้ เช็กเงื่อนไขเลย

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 อนุมัติโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 3 วงเงินรวม 10,065.69 ล้านบาท โดยเป็นการประกันรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและเกษตรกร ที่แจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทย ภายในวันที่ 14 มิถุนายน 2564 จำนวน 1,880,458 ราย โดยพื้นที่สวนยางกรีดได้ 19.16 ล้านไร่ และประกันรายได้ในระหว่างตุลาคม 2564 -มีนาคม 2565

หลักเกณฑ์และข้อกำหนดโครงการฯ ดังนี้

  1. เป็นสวนยางอายุ 7 ปีขึ้นไปที่เปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่
  2. ผลผลิตยางแห้ง จำนวน 20 กิโลกรัม/ไร่/เดือน รายละไม่เกิน 25 ไร่
  3. ผลผลิตยางก้อนถ้วย จำนวน 40 กิโลกรัม/ไร่/เดือน รายละไม่เกิน 25 ไร่
  4. กำหนดเงินค่าประกันรายได้ โดยราคายางแผ่นดิบคุณภาพดี 60 บาท/กิโลกรัม  น้ำยางสด (DRC 100%)  57 บาท/กิโลกรัม  ยางก้อนถ้วย (DRC 50%) 23 บาท/กิโลกรัม 
  5. แบ่งสัดส่วนรายได้เจ้าของส่วนร้อยละ 60 และคนกรีดร้อยละ 40 ของรายได้ทั้งหมด

งบประมาณ 10,065.69 ล้านบาท แบ่งเป็น

  1. งบประมาณสำหรับประกันประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง 9,783.61 ล้านบาท
  2. งบประมาณสำหรับชดเชยต้นทุนเงินธนาคาร ภายในวงเงินไม่เกิน 195.68 ล้านบาท 
  3. ค่าใช้จ่ายดำเนินการและค่าธรรมเนียมโอนเงิน ธ.ก.ส.ให้เกษตรกรชาวสวนยาง 5 บาทต่อรายจำนวน 9.4 ล้านบาท
  4. งบบริหารโครงการจำนวน 77 ล้านบาท

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุอีกว่า โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางในกรณีที่ราคายางตกต่ำในช่วงวิกฤตการระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกรชาวสวนยางได้เงินส่วนต่างของรายได้ที่ควรได้รับ ทำให้ชาวสวนยางมีรายได้สม่ำเสมออย่างทั่วถึง นับเป็นมาตรการทางอ้อมที่นำมาใช้แทนการแทรกแซงราคายาง ลดการบิดเบือนกลไกตลาดในอนาคต

ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติยังได้หารือและเห็นชอบหลักการในการดำเนินมาตรการคู่ขนานอื่น เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางและผู้ประกอบกิจการยาง อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เห็นว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องกำหนดแหล่งที่มาของงบประมาณให้ชัดเจน เหมาะสม เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวข้อง ก่อนดำเนินการต่อไป

Exit mobile version