ผู้เชี่ยวชาญ HKU และบอร์ด IFCN ชี้เทรนด์น่าห่วง โซเชียลมีเดียยุคนี้เน้นยอดวิวและรายได้ มองข้ามความถูกต้อง เริ่มลดการสนับสนุนและตัดช่องทางสื่อสารกับนักตรวจสอบข้อเท็จจริง เตือนประชาชนต้องเร่งสร้าง “ความรู้เท่าทันสื่อ” เป็นภูมิคุ้มกันตัวเอง
ในการประชุมเชิงปฏิบัติการยกระดับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการพิสูจน์ความถูกต้องของข้อมูลสู่มาตรฐานสากล ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมโนโวเทล สยาม กทม. จัดโดย สมาคมเพื่อความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสารแห่งโอเชียเนีย-เอเชีย (OASIIS) ร่วมกับ โคแฟค (ประเทศไทย) และได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประเทศไทย (FNF)

ศาสตราจารย์ มาซาโตะ คาจิโมโตะ (Prof. Masato Kajimoto) จาก School of Future Media มหาวิทยาลัยฮ่องกง ผู้บริหารศูนย์ตรวจสอบข้อเท็จจริง ANNIE Lab ผู้ร่วมก่อตั้ง OASIIS และคณะกรรมการที่ปรึกษาเครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริงนานาชาติ (IFCN) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ความท้าทายของมาตรฐานการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความเชื่อมั่นของสาธารณชน” (Verification Standards and the Future of Public Trust)
เปิดหลักการ 5 ประการ IFCN — ชี้เอเชียยังขาดแคลนองค์กรตรวจสอบท้องถิ่น
ศ.คาจิโมโตะ ได้อธิบายถึงบทบาทของเครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริงนานาชาติ (IFCN) ในการกำหนดมาตรฐานสากลผ่าน หลักการปฏิบัติตน 5 ประการ (Code of Principles) ได้แก่:
- ความยึดมั่นในความเป็นกลางและความเป็นธรรม (Non-partisanship and fairness)
- ความโปร่งใสของแหล่งข้อมูล (Transparency of sources)
- ความโปร่งใสของแหล่งทุนและโครงสร้างองค์กร (Transparency of funding and organization)
- ความโปร่งใสของระเบียบวิธีทำงาน (Transparency of methodology)
- การเปิดเผยและแก้ไขข้อผิดพลาดอย่างจริงใจ (Open and honest corrections)
กระบวนการรับรองเป็นองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริง (Verified Signatory) นั้น ต้องผ่านการประเมินโดยผู้ประเมินอิสระ ซึ่งจะตรวจสอบผลงานย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน และต้องรับการประเมินซ้ำเป็นประจำทุกปี ปัจจุบัน IFCN มีสมาชิกกว่า 180 องค์กรในมากกว่า 70–100 ประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ศ.คาจิโมโตะ ระบุว่าภูมิภาคเอเชียยังขาดแคลนองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงระดับท้องถิ่นที่ได้รับการรับรอง โดยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเพียงฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียเท่านั้นที่มีองค์กรท้องถิ่นผ่านการรับรอง ส่วนในประเทศไทยมีเพียงสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) ซึ่งเป็นสื่อมวลชนระหว่างประเทศ
ถกประเด็น “แหล่งทุนรัฐบาล” กับกรอบเสรีภาพสื่อ
ในมิติเรื่องความโปร่งใสของแหล่งทุน ศ.คาจิโมโตะ ชี้ว่าเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาตามบริบททางการเมืองของแต่ละประเทศ หากองค์กรดำเนินงานในประเทศที่มีเสรีภาพสื่อสูง การรับทุนสาธารณะจากรัฐเพื่อทำภารกิจบริการสังคม (เช่น การรณรงค์ป้องกันภัยคอลเซ็นเตอร์หรือต้มตุ๋นออนไลน์) ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่หากรับเงินทุนในบริบทที่มีความเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงกองบรรณาธิการ หรือนำไปสู่การเซ็นเซอร์ตัวเอง ย่อมถือเป็นสัญญาณเตือน (Red Flag) ที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานของ IFCN
จัดลำดับความเสี่ยงข่าวปลอม — รับมือยุค AI และแพลตฟอร์มถอยห่าง
เมื่อกล่าวถึงความท้าทายในปัจจุบัน ศ.คาจิโมโตะ อธิบายว่าปริมาณข้อมูลลวงที่มีมหาศาลทำให้องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงต้องใช้แนวทาง Information Triage หรือการคัดกรองและจัดลำดับความสำคัญ โดยมุ่งตรวจสอบประเด็นที่มีความเสี่ยงสูงและส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสังคมก่อน นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากระบบปัญญาประดิษฐ์สร้างเนื้อหา (Generative AI) และแนวโน้มที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียลดความร่วมมือกับองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงลง ซึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเรียกร้องความสนใจ (Attention Economy) ที่มุ่งสร้างรายได้เป็นหลัก
เผยเทคนิค “Pre-bunking” และความต่างของการรายงานข่าว
ศ.คาจิโมโตะ ได้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการรายงานข่าวทั่วไป ข่าวสืบสวนสอบสวน และการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยระบุว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นการตรวจสอบความถูกต้องย้อนหลังหลังจากที่มีการเผยแพร่ข้อมูลออกไปแล้ว (After-the-fact) และต้องอาศัยการพิสูจน์เชื่อมโยงข้อมูลอย่างน้อย 3 แหล่ง (Triangulation of Facts) ซึ่งลำพังการสัมภาษณ์บุคคลเพียงอย่างเดียวไม่ถือเป็นหลักฐานที่เพียงพอ
นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีการนำเทคนิค “Pre-bunking” มาใช้มากขึ้น คือการคาดการณ์และจัดทำข้อมูลอธิบายล่วงหน้าในประเด็นที่คาดว่าจะเกิดข้อมูลบิดเบือนขึ้น เช่น การทำบทความอธิบายเรื่องวัคซีนหรือเทคโนโลยีชีวภาพล่วงหน้าก่อนที่กระแสข่าวปลอมจะแพร่กระจาย
ชี้ “ความเชื่อมั่น” เป็นเรื่องอารมณ์ ต้องเร่งปลูกฝังการรู้เท่าทันสื่อ
สำหรับประเด็นความเชื่อมั่นของสาธารณชน (Public Trust) ศ.คาจิโมโตะ สะท้อนมุมมองว่า ความเชื่อมั่นในระดับบุคคลเป็นเรื่องของอารมณ์และความสัมพันธ์ทางจิตวิทยา ไม่ได้อิงอยู่กับความถูกต้องของข้อมูลเพียงอย่างเดียว ทำให้บ่อยครั้งเมื่อนักตรวจสอบข้อเท็จจริงดำเนินการตรวจสอบนักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลในโลกออนไลน์ (Influencer) จึงมักเผชิญกับการโต้กลับอย่างรุนแรงจากกลุ่มผู้ติดตาม
ศ.คาจิโมโตะ ทิ้งท้ายว่า ความเชื่อมั่นไม่ใช่สิ่งที่สามารถสร้างขึ้นได้ง่ายๆ หรือบังคับได้ แต่ต้อง “ได้รับมา” (Earned) ผ่านการทำงานที่ยึดมั่นในมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการศึกษาด้านการรู้เท่าทันสื่อและข่าวสาร (Media and News Literacy) เพื่อให้ประชาชนสามารถแยกแยะสื่อที่มีคุณภาพออกจากข้อมูลคุณภาพต่ำได้ด้วยตนเอง