ปภ.เผยรายงานสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดวันนี้ 3 ต.ค.69 สะสม 46 จังหวัด ยังวิกฤต 26 จังหวัด-กทม. กระทบกว่า 3.2 ล้านคน อ่างเก็บน้ำ 3 แห่งน้ำเกินความจุ เตือนฝนหนักซ้ำ 4-7 ต.ค.
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย รายงานสถานการณ์สาธารณภัยประจำวัน ฉบับที่ 551/2569 ณ เวลา 06.00 น. วันที่ 3 ต.ค. 2569 ว่าน้ำท่วมทั่วประเทศยังไม่คลี่คลาย ปัจจุบันยังมีสถานการณ์ใน 26 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,175,292 ครัวเรือน 3,244,091 คน
ตั้งแต่ 16 ก.ย. ถึง 3 ต.ค. น้ำท่วมสะสมแล้ว 46 จังหวัดและ กทม. มีผู้เสียชีวิต 24 ราย ไม่มีผู้บาดเจ็บ ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 3 แห่งมีน้ำเกินความจุ และกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนฝนหนักระลอกใหม่ช่วง 4-7 ต.ค.
ความเสียหายสะสมทั่วประเทศ
ตลอด 16 ก.ย.-3 ต.ค. น้ำท่วมครอบคลุม 46 จังหวัด รวม 280 อำเภอ 1,755 ตำบล 12,359 หมู่บ้าน และ กทม. ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,336,900 ครัวเรือน 3,734,322 คน
ผู้เสียชีวิตสะสม 24 ราย ได้แก่ สมุทรปราการ 8 ราย สระแก้ว 6 ราย กทม. 4 ราย กาญจนบุรี 2 ราย จันทบุรี 2 ราย สระบุรี 1 ราย และพระนครศรีอยุธยา 1 ราย
พื้นที่ที่ยังมีสถานการณ์อยู่ใน 162 อำเภอ 1,254 ตำบล 9,219 หมู่บ้าน แยกเป็นภาคเหนือ 2 จังหวัด 13,095 ครัวเรือน ภาคกลาง 14 จังหวัด 550,719 ครัวเรือน ภาคตะวันออก 7 จังหวัด 282,006 ครัวเรือน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 จังหวัด 472 ครัวเรือน และ กทม. ประมาณ 329,000 ครัวเรือน
ปริมณฑลและภาคกลาง หนักสุดของประเทศ
สมุทรปราการ เป็นจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ปัจจุบันมี 6 อำเภอ 38 ตำบล 382 หมู่บ้าน ประชาชน 223,346 ครัวเรือน 701,306 คน (ยอดสะสม 307,704 ครัวเรือน 966,191 คน) เสียชีวิตสูงสุด 8 ราย แต่ระดับน้ำลดลงแล้ว
ปทุมธานี ได้รับผลกระทบ 169,724 ครัวเรือน 532,933 คน ใน 7 อำเภอ 62 ตำบล 510 หมู่บ้าน และระดับน้ำยังเพิ่มขึ้น
พระนครศรีอยุธยา ท่วม 15 อำเภอ 181 ตำบล 1,200 หมู่บ้าน 48,704 ครัวเรือน 152,931 คน เสียชีวิต 1 ราย เหตุน้ำล้นตลิ่งจากการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา กระทบพื้นที่ริมแม่น้ำน้อยและคลองสาขา ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
นครปฐม 7 อำเภอ 105 ตำบล 793 หมู่บ้าน 43,687 ครัวเรือน 97,270 คน ระดับน้ำลดลง
สุพรรณบุรี 9 อำเภอ 100 ตำบล 19 ชุมชน 23,912 ครัวเรือน 60,638 คน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
ราชบุรี 9 อำเภอ 69 ตำบล 416 หมู่บ้าน 15,539 ครัวเรือน 43,081 คน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
ชัยนาท 8 อำเภอ 45 ตำบล 318 หมู่บ้าน 5,811 ครัวเรือน 16,609 คน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
อุทัยธานี 8 อำเภอ 56 ตำบล 413 หมู่บ้าน 4,785 ครัวเรือน 10,580 คน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
กาญจนบุรี ปัจจุบัน 12 อำเภอ 84 ตำบล 818 หมู่บ้าน 8,237 ครัวเรือน 25,864 คน ระดับน้ำลดลง (ยอดสะสม 13 อำเภอ 10,250 ครัวเรือน 32,185 คน เสียชีวิต 2 ราย)
สระบุรี ปัจจุบัน 8 อำเภอ 40 ตำบล 186 หมู่บ้าน 3,066 ครัวเรือน 8,416 คน ระดับน้ำลดลง (ยอดสะสม 13 อำเภอ 5,393 ครัวเรือน 14,386 คน เสียชีวิต 1 ราย)
อ่างทอง 5 อำเภอ 33 ตำบล 129 หมู่บ้าน 1,938 ครัวเรือน 6,085 คน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
สิงห์บุรี 3 อำเภอ 4 ตำบล 12 หมู่บ้าน 4 ชุมชน 989 ครัวเรือน 2,231 คน น้ำล้นตลิ่งจากการระบายน้ำเพิ่มของเขื่อนเจ้าพระยา ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
ลพบุรี ปัจจุบันเหลือ อ.บ้านหมี่ 7 ตำบล 30 หมู่บ้าน 975 ครัวเรือน 2,830 คน ระดับน้ำลดลง (ยอดสะสม 6 อำเภอ 2,435 ครัวเรือน 5,603 คน)
เพชรบุรี ได้รับผลกระทบที่ อ.แก่งกระจาน 2 ตำบล 3 หมู่บ้าน 6 ครัวเรือน 19 คน จากการเพิ่มการระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
ภาคตะวันออก ศูนย์พักพิงเปิดแล้วหลายร้อยแห่ง
ชลบุรี 10 อำเภอ 78 ตำบล 354 หมู่บ้าน 118,723 ครัวเรือน 372,790 คน ระดับน้ำลดลง
ฉะเชิงเทรา ปัจจุบัน 11 อำเภอ 88 ตำบล 707 หมู่บ้าน 54,647 ครัวเรือน 113,133 คน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น (ยอดสะสม 59,443 ครัวเรือน 127,868 คน)
นครนายก 4 อำเภอ 41 ตำบล 416 หมู่บ้าน 49,018 ครัวเรือน 153,917 คน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น กองทัพเรือสนับสนุนเครื่องผลักดันน้ำที่ อ.องครักษ์
ปราจีนบุรี 7 อำเภอ 65 ตำบล 687 หมู่บ้าน 46,160 ครัวเรือน 144,942 คน โรงเรียนได้รับผลกระทบ 4 แห่ง โรงพยาบาล 1 แห่ง ระดับน้ำเพิ่มขึ้น
สระแก้ว ปัจจุบัน 2 อำเภอ (เมืองฯ อรัญประเทศ) 4 ตำบล 40 หมู่บ้าน 5,148 ครัวเรือน 16,165 คน ระดับน้ำลดลง ยอดสะสม 9 อำเภอ 15,086 ครัวเรือน 47,370 คน เสียชีวิต 6 ราย เปิดศูนย์พักพิง 22 แห่งใน 5 อำเภอ ได้แก่ เมืองฯ 8 แห่ง (578 คน) อรัญประเทศ 4 แห่ง (152 คน) เขาฉกรรจ์ 6 แห่ง (220 คน) วัฒนานคร 2 แห่ง (ยังไม่มีผู้เข้าพัก) และวังน้ำเย็น 2 แห่ง (52 คน)
ระยอง ปัจจุบัน 2 อำเภอ (เมืองฯ แกลง) 7 ตำบล 58 หมู่บ้าน 1,310 ครัวเรือน 4,113 คน ระดับน้ำทรงตัว เปิดศูนย์พักพิง 29 แห่ง คือ เมืองฯ 11 แห่ง (262 คน) และแกลง 18 แห่ง (2,883 คน)
จันทบุรี ปัจจุบัน 2 อำเภอ (นายายอาม ท่าใหม่) 10 ตำบล 50 หมู่บ้าน 7,000 ครัวเรือน 21,980 คน ระดับน้ำลดลง (ยอดสะสม 9 อำเภอ 10,691 ครัวเรือน เสียชีวิต 2 ราย) เปิดศูนย์พักพิง 12 แห่ง คือ นายายอาม 5 แห่ง (276 คน) และท่าใหม่ 7 แห่ง (574 คน)
ภาคเหนือและอีสาน
นครสวรรค์ ท่วม 14 อำเภอ 92 ตำบล 514 หมู่บ้าน 13,013 ครัวเรือน 40,861 คน ระดับน้ำเพิ่มขึ้น เปิดศูนย์พักพิง 5 แห่งใน อ.ตาคลี (3 แห่ง 41 คน) อ.ท่าตะโก (1 แห่ง 2 คน) และ อ.ลาดยาว (1 แห่ง 15 คน) ศูนย์ ปภ.เขต 8 กำแพงเพชร สนับสนุนเรือท้องแบน 5 ลำ เรือกู้ภัยเปิดหัว 2 ลำ และเรือพาย 10 ลำ
เพชรบูรณ์ ปัจจุบัน 6 อำเภอ 9 ตำบล 19 หมู่บ้าน 82 ครัวเรือน 257 คน ระดับน้ำลดลง (ยอดสะสม 8 อำเภอ 2,228 ครัวเรือน 6,996 คน)
บุรีรัมย์ ปัจจุบัน 2 อำเภอ (นางรอง ชำนิ) 21 ตำบล 188 หมู่บ้าน 428 ครัวเรือน ระดับน้ำลดลง (ยอดสะสม 9 อำเภอ 9,801 ครัวเรือน 35,950 คน)
ชัยภูมิ ปัจจุบัน 2 อำเภอ (บำเหน็จณรงค์ จัตุรัส) 5 ตำบล 11 หมู่บ้าน 44 ครัวเรือน 138 คน ระดับน้ำลดลง (ยอดสะสม 562 ครัวเรือน)
สุรินทร์ ท่วม อ.ปราสาท 8 ตำบล 121 หมู่บ้าน ระดับน้ำลดลง อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย
กรุงเทพมหานคร
กทม. เกิดฝนตกหนักทำให้น้ำท่วมตั้งแต่ 25 ก.ย. ถึง 3 ต.ค. 2569 ประชาชนได้รับผลกระทบประมาณ 329,000 ครัวเรือน หรือราว 700,000 คน เป็นพื้นที่ที่มีผู้ประสบภัยมากที่สุดในบรรดาจังหวัดที่ยังมีสถานการณ์ คิดเป็นราว 28% ของครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบในปัจจุบันทั่วประเทศ (1,175,292 ครัวเรือน) สูงกว่าสมุทรปราการที่ 223,346 ครัวเรือน
สถานการณ์น้ำ: เพิ่มขึ้น 13 จังหวัด ลดลง 12 จังหวัดและ กทม.
ระดับน้ำยังเพิ่มขึ้นใน 13 จังหวัด คือ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ราชบุรี เพชรบุรี นครนายก ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา ส่วนระยองระดับน้ำทรงตัว ที่เหลือลดลง
อ่างเก็บน้ำ 3 แห่งน้ำเกินความจุ
ข้อมูลกรมชลประทาน ณ วันที่ 2 ต.ค. 2569 ระบุว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 16 แห่งมีน้ำเกินร้อยละ 80 ของความจุ และไม่มีอ่างขนาดใหญ่ที่น้ำน้อยกว่าร้อยละ 30
อ่างที่น้ำเกินความจุ 3 แห่ง ได้แก่
- ป่าสักชลสิทธิ์ (ลพบุรี) ความจุ 872 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำ 962 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 110 ไหลเข้า 40.75 ล้าน ลบ.ม. ระบาย 34.57 ล้าน ลบ.ม. (เมื่อวานระบาย 19.87) รับน้ำได้อีกติดลบ 90 ล้าน ลบ.ม.
- แก่งกระจาน (เพชรบุรี) ความจุ 710 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำ 725 ล้าน ลบ.ม. ร้อยละ 109 ไหลเข้า 13.39 ระบาย 10.20 ติดลบ 15 ล้าน ลบ.ม.
- ประแสร์ (ระยอง) ความจุ 295 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำ 301 ล้าน ลบ.ม. ร้อยละ 102 ไหลเข้า 8.42 ระบาย 18.05 ติดลบ 6 ล้าน ลบ.ม.
อ่างภาคตะวันตกและตะวันออก ศรีนครินทร์ (กาญจนบุรี) ความจุ 17,745 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำ 16,817 ล้าน ลบ.ม. ร้อยละ 95 ไหลเข้า 96.85 ระบาย 2.01 รับน้ำได้อีก 928 ล้าน ลบ.ม. วชิราลงกรณ (กาญจนบุรี) ความจุ 8,860 มีน้ำ 8,760 ร้อยละ 99 ไหลเข้า 64.88 ระบาย 40.44 รับได้อีก 100 ล้าน ลบ.ม. ขุนด่านปราการชล (นครนายก) ความจุ 224 มีน้ำ 215 ร้อยละ 96 ไหลเข้า 4.67 ระบาย 6.38 รับได้อีก 9 คลองสียัด (ฉะเชิงเทรา) ความจุ 420 มีน้ำ 385 ร้อยละ 92 ไหลเข้า 6.65 ระบาย 15.39 รับได้อีก 35 หนองปลาไหล (ระยอง) ความจุ 164 มีน้ำ 157 ร้อยละ 96 ไหลเข้า 2.68 ระบาย 0.43 รับได้อีก 7 นฤบดินทร์จินดา (ปราจีนบุรี) ความจุ 295 มีน้ำ 279 ร้อยละ 95 ไหลเข้า 2.16 ไม่มีการระบาย รับได้อีก 16 และปราณบุรี (ประจวบคีรีขันธ์) ความจุ 391 มีน้ำ 320 ร้อยละ 82 ไหลเข้า 9.79 ระบาย 5.29 รับได้อีก 71 ล้าน ลบ.ม.
อ่างภาคเหนือและอีสาน สิริกิติ์ (อุตรดิตถ์) ความจุ 9,510 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำ 7,657 ร้อยละ 81 ไหลเข้า 17.10 ระบาย 7.01 รับได้อีก 1,853 ล้าน ลบ.ม. (มากสุดในกลุ่ม) แม่งัดสมบูรณ์ชล (เชียงใหม่) ความจุ 265 มีน้ำ 247 ร้อยละ 93 ไหลเข้า 0.75 ระบาย 0.42 รับได้อีก 18 กิ่วลม (ลำปาง) ความจุ 106 มีน้ำ 98 ร้อยละ 92 ไหลเข้า 2.44 ระบาย 2.98 รับได้อีก 8 กิ่วคอหมา (ลำปาง) ความจุ 170 มีน้ำ 163 ร้อยละ 96 ไหลเข้า 0.66 ระบาย 0.39 รับได้อีก 7 ลำพระเพลิง (นครราชสีมา) ความจุ 155 มีน้ำ 126 ร้อยละ 82 ไหลเข้า 1.52 ระบาย 1.45 รับได้อีก 29 และสิรินธร (อุบลราชธานี) ความจุ 1,966 มีน้ำ 1,801 ร้อยละ 92 ไหลเข้า 6.43 ระบาย 2.78 รับได้อีก 165 ล้าน ลบ.ม.
เตือนฝนหนักระลอกใหม่ 4-7 ต.ค.
กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนอากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน ฉบับที่ 4 ระบุว่าช่วง 4-7 ต.ค. จะมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดย 4 ต.ค. กระทบภาคเหนือตอนบน ด้านตะวันออกของภาคเหนือ และภาคอีสาน วันที่ 5-6 ต.ค. กระทบภาคเหนือ ภาคกลาง กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน และวันที่ 7 ต.ค. กระทบด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง รวมทั้งภาคใต้ จากนั้นวันที่ 8-12 ต.ค. ภาคตะวันออกและภาคใต้จะยังมีฝนตกต่อเนื่อง บางแห่งหนักถึงหนักมาก
ขณะเดียวกัน กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 7 ว่าใน 1-9 วันข้างหน้า เขื่อนเจ้าพระยาจำเป็นต้องระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนในอัตรา 2,200-2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 0.40-0.70 เมตร ขอให้ประชาชนริมแม่น้ำและคลองเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
แหล่งที่มา: รายงานสถานการณ์สาธารณภัย ฉบับที่ 551/2569 ศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ประจำวันที่ 3 ต.ค. 2569 เวลา 06.00 น. (ข้อมูลอ่างเก็บน้ำจากกรมชลประทาน ณ วันที่ 2 ต.ค. 2569 ข้อมูลพยากรณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา)
