Site icon Mekha News (มีค่านิวส์) : เว็บไซต์ข่าว ที่จะนำเสนอข่าวสารเพื่อรักษาสิทธิให้กับคุณ

คปภ.กางแผนฉบับ 5 “รับความเสี่ยงใหม่” มุ่งปักหมุดเบี้ย 1 ล้านล้านปี 69

เลขาฯ คปภ. ชี้ 6 ความเสี่ยงใหม่เปลี่ยนโลกประกันภัย พร้อมเปิดแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 ยกระดับคุมความเสี่ยง-ไซเบอร์-สุขภาพ ดันเบี้ยประกันไทยทะลุ 1 ล้านล้านบาทในปี 2569

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้กล่าว Opening Keynote ในหัวข้อ “อนาคตประกันภัยไทย: เมื่อความเสี่ยงใหม่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของผู้บริโภค” ในงาน Insurance Communication Forum 2026 จัดโดยสมาคมประกันวินาศภัยไทย โดยชมรมประชาสัมพันธ์ประกันภัย ภายใต้แนวคิด “Insurance for All: Communicating Trust in a Changing World – สื่อสารอย่างไรให้ประกันภัยเข้าถึงทุกคน ในโลกที่เปลี่ยนเร็วและเต็มไปด้วยความเสี่ยง” โดยเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่าง คปภ. ในฐานะนายทะเบียนและผู้กำกับดูแล กับภาคธุรกิจประกันภัยว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ที่ต้องทำงานร่วมกันด้วยความจริงจังและจริงใจเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบประกันภัยไทย

ชี้ 6 ความเสี่ยงใหม่เขย่าโครงสร้างและพฤติกรรมผู้บริโภค

สำนักงาน คปภ. ได้ประเมินทิศทางความเสี่ยงในอนาคตที่กำลังส่งผลกระทบต่อระบบประกันภัยและพฤติกรรมผู้บริโภคออกเป็น 6 มิติหลัก ได้แก่ :

  1. ภาวะวิกฤตซ้ำซ้อน (Polycrisis) และความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk): การเกิดวิกฤตหลายด้านพร้อมกันที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโว่ต่อสภาพคล่องของธุรกิจ และอาจกระทบต่อผู้ประกันภัยนับแสนหรือนับล้านคน
  2. ภาวะเศรษฐกิจและการเติบโต: แม้เคยมีความกังวลเรื่องภาวะ Stagflation แต่เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว โดยสถาบันการเงินและหน่วยงานรัฐคาดการณ์ว่า GDP ไทยจะเติบโตได้ถึง 2.5–2.6% [6, 7] ขณะที่อัตราการยกเลิกกรมธรรม์ (Lapse Rate) ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวกลับไม่เพิ่มขึ้นอย่างที่เคยคาดการณ์ไว้
  3. การเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society): ประชากรที่มีอายุเกิน 65 ปีมีสัดส่วนเกิน 20% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญของธุรกิจประกันชีวิตและประกันสุขภาพในการเสนอผลิตภัณฑ์บำนาญและการดูแลระยะยาว
  4. ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics): ดังเช่นวิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสมาคมประกันวินาศภัยไทยได้มีบทบาทสำคัญในการจัดหาประกันภัยให้แก่เรือขนส่งน้ำมัน (เช่น เรือมยุรี) เพื่อให้สามารถลำเลียงพลังงานเข้าสู่ประเทศไทยได้สำเร็จ
  5. ภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Cyber & Data Privacy): ความเสี่ยงจากข้อมูลหลุดรอดตามกฎหมาย PDPA คปภ. จึงมุ่งเน้นการทำ IT Audit และกำชับให้บริษัทประกันภัยยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์เพื่อป้องกันการเจาะระบบ
  6. พฤติกรรมฉ้อฉล (Fraud) และความเสี่ยงทางการแพทย์ (Medical Inflation): การฉ้อฉลประกันภัยสร้างความเสียหายไม่ต่ำกว่า 5,000–10,000 ล้านบาท ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) เติบโตเกือบ 10% ต่อปี จากวิวัฒนาการเทคโนโลยีการรักษา เช่น หัตถการการผ่าตัดด้วยหัตถการแขนกลโรบอต (Robotic Surgery) ซึ่งส่งผลให้ค่ารักษาพยาบาลและเบี้ยประกันภัยปรับตัวสูงขึ้นตามลำดับ

พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ต้องการความคุ้มครองตรงจุดและอนุมัติเร็ว

ผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการประกันภัยเป็นอย่างมาก โดยมีจำนวนกรมธรรม์รวมในระบบทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัยมากกว่า 100 ล้านกรมธรรม์

อย่างไรก็ตาม ภายใต้การจัดสรรงบประมาณในกระเป๋า ผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกซื้อกรมธรรม์ที่คุ้มค่า ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์การเงิน เน้นประกันสุขภาพระยะยาว และประกันบำนาญเพื่อรองรับชีวิตหลังเกษียณ

นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังคาดหวังให้บริษัทประกันภัยพิจารณาอนุมัติเคลมสินไหมทดแทนให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อช่วยหมุนเวียนสภาพคล่องทางธุรกิจ (Business Interruption) [15] รวมถึงต้องการความคุ้มครองภัยไซเบอร์ สินทรัพย์ดิจิทัล และการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งเริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ครอบคลุมอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ด้วยทุนประกันสูงสุด 100,000 บาท

ยกระดับกำกับดูแลด้วยกฎหมายกลุ่ม 2 และหลัก Three Lines of Defense

เพื่อสร้างความมั่นคงและยืดหยุ่นให้แก่ภาคธุรกิจ คปภ. ได้เสนอการปรับปรุงกฎหมายในกลุ่ม 2 โดยมุ่งเน้นเกณฑ์ความเหมาะสมของผู้บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (Fit and Proper Criteria) พร้อมทั้งสนับสนุนให้นักคณิตศาสตร์ประกันภัยเข้ามามีบทบาทสำคัญในการคำนวณเงินสำรอง การจัดสรรปันผล และการบริหารสินทรัพย์และหนี้สินให้สอดคล้องกัน (Asset Liability Management: ALM)

ขณะเดียวกัน ได้เน้นย้ำให้บริษัทประกันภัยปฏิบัติตามกรอบการบริหารจัดการความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) และการประเมินความเสี่ยงและความมั่นคงทางการเงิน (Own Risk and Solvency Assessment: ORSA) [19] โดยแบ่งแยกบทบาทหน้าที่ระหว่างคณะกรรมการบริษัท (Board) ที่ทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ กับผู้บริหาร ผ่านหลัก Three Lines of Defense เพื่อให้มั่นใจในระบบตรวจสอบและควบคุมภายใน

นอกจากนี้ คปภ. ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) และสำนักงาน ก.ล.ต. จัดทำ Stress Testing และ Reverse Stress Test เพื่อทดสอบความทนทานของบริษัทประกันภัยในภาวะวิกฤตรุนแรง พร้อมทั้งกำหนดให้ตั้งคณะกรรมการบริหารผลิตภัณฑ์ (Product Governance Committee: PGC) และคณะกรรมการดูแลความเสี่ยงเกิดใหม่ (Emerging Risk Committee) เพื่อป้องกันบทเรียนความเสียหายในอดีต

ขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 ปักหมุดเบี้ยประกันไทยแตะ 1 ล้านล้านบาทปี 69

สำนักงาน คปภ. ได้ขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (แผน 5) ผ่าน 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่:

จากการดำเนินงานดังกล่าว คปภ. คาดการณ์ว่าเบี้ยประกันภัยรวมของไทย (ทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย) จะเติบโตอย่างต่อเนื่องและสามารถแตะระดับ 1 ล้านล้านบาทได้เป็นครั้งแรกภายในปี 2569 ซึ่งเป็นปีที่ 3 ของการดำรงตำแหน่งเลขาธิการ คปภ.

นายชูฉัตร ยืนยันปิดท้ายว่า สถาบันการเงินและธุรกิจประกันภัยของไทยในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งทางการเงินสูงมาก สะท้อนจากอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio: CAR) ซึ่ง คปภ. กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 140% แต่ปัจจุบันภาคธุรกิจประกันชีวิตมีอัตราส่วนสูงถึงเกือบ 4 เท่า (ประมาณ 400%) และธุรกิจประกันวินาศภัยมีอัตราส่วนสูงถึงประมาณ 3.5 เท่า (ประมาณ 350%) ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความมั่นคงและเสถียรภาพในการรองรับความเสี่ยงทุกรูปแบบในอนาคต

Exit mobile version