กสศ. เปิด 4 ยุทธศาสตร์ซ่อมการศึกษาไทย มุ่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยแก้บูลลี่ เสริม Growth Mindset ดึงครอบครัวพูดคุยอนาคตเพิ่มคะแนน 17 แต้ม และกระจายทรัพยากรลดเหลื่อมล้ำโรงเรียนชนบท
ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. ได้กล่าวเปิดงานเวทีเสวนาวิชาการ “ถอดรหัส PISA 2025: เปิดโจทย์อนาคตการเรียนรู้ เตรียมทักษะเด็กไทยให้พร้อม ก่อนถึง PISA 2029” ซึ่งจัดขึ้นโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 พร้อมฉายภาพรวมทิศทางการเรียนรู้และการพัฒนาระบบการศึกษาไทย โดยระบุว่า การประเมิน PISA ไม่ใช่เรื่องของการแข่งขันหรือการทำคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว แต่เป็นบทเรียนสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาเด็กไทยทุกคนในอีก 3-4 ปีข้างหน้า เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาของประเทศไทยเอง
นำผลวิเคราะห์ 2-3 เดือน ต่อยอดโอกาสการเรียนรู้ของเด็กไทย
ดร.ไกรยส เปิดเผยว่า กสศ. ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.), กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำข้อมูลผลการประเมินมาวิเคราะห์ร่วมกันอย่างเข้มข้นตลอด 2-3 เดือนที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นการค้นหาแนวทางในการพัฒนาและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กไทยทุกคนอย่างเท่าเทียม
สำหรับการนำเสนอข้อมูลวิเคราะห์เชิงลึกในครั้งนี้ ดำเนินการโดย ผศ.ดร.เสาวรัตน์ พลหาร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. ที่ได้ร่วมถ่ายทอดข้อค้นพบสำคัญเพื่อวางทิศทางอนาคตการเรียนรู้ของประเทศ

ผนึกกำลัง OECD แชร์มุมมองระดับนานาชาติ
นอกจากบทวิเคราะห์ภายในประเทศแล้ว กสศ. ซึ่งมีความร่วมมือทำงานร่วมกับ องค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) มายาวนานกว่า 10 ปี ได้เชิญ Ms. Mario Piacentini ผู้เชี่ยวชาญจาก OECD และหนึ่งในทีมผู้ริเริ่มโครงการ PISA มายาวนานกว่า 20 ปี มาร่วมถ่ายทอดมุมมองและบทวิเคราะห์ในระดับนานาชาติ เพื่อให้ประเทศไทยเห็นโอกาสและทิศทางการพัฒนาระบบการศึกษาที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
บูรณาการทุกภาคส่วน นำข้อสรุปสู่การเปลี่ยนแปลงจริง
เวทีเสวนาในครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากผู้แทนหลากหลายภาคส่วน ทั้งจาก สสวท., กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ร่วมด้วยการแลกเปลี่ยนความเห็นจากผู้เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์
ผู้จัดการ กสศ. กล่าวทิ้งท้ายว่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลสรุปและบทสนทนาจากทุกภาคส่วนในวันนี้ จะถูกนำไปขยายผลและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ของเด็ก เยาวชน และครูไทยทุกคนอย่างแท้จริง
เปิดผลวิเคราะห์ PISA 2025
ผศ.ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้เปิดเผยบทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA 2025 โดยเน้นย้ำว่า การเรียนรู้ของเด็กคนหนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากความสามารถเฉพาะตัวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ที่เกี่ยวโยงกันของ 3 วงกลมหลัก ได้แก่ กรอบความคิด (Mindset) สมรรถนะของผู้เรียน และสภาพแวดล้อมรอบตัว ทั้งครอบครัว ชุมชน เพื่อน กลุ่มโรงเรียน และครูผู้สอน ซึ่งการประเมิน PISA ในรอบปี 2025 ได้เน้นหนักในวิชาวิทยาศาสตร์ เพื่อตอบรับความท้าทายของโลกในยุค AI วิกฤตสิ่งแวดล้อม การแยกแยะข่าวปลอม และการประเมินข้อมูลข่าวสารในชีวิตจริง

1. ภาพรวม PISA 2025: สัญญาณฟื้นตัว บนความจริงที่ยัง ‘วิ่งอยู่บนสายพาน’
ผศ.ดร.สหวรัชญ์ เผยว่า ผลการประเมิน PISA 2025 ของเด็กไทยมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นทั้ง 3 วิชาหลักเมื่อเทียบกับปี 2022:
- วิชาวิทยาศาสตร์: ทำได้ 432 คะแนน (เพิ่มขึ้น 23 คะแนน) ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 53 ของโลก (เพิ่มขึ้น 11 อันดับ)
- วิชาการอ่าน: ทำได้เพิ่มขึ้น 13 คะแนน อยู่อันดับที่ 59 ของโลก (เพิ่มขึ้น 5 อันดับ)
- วิชาคณิตศาสตร์: ทำได้เพิ่มขึ้น 13 คะแนน อยู่อันดับที่ 57 ของโลก (เพิ่มขึ้น 1 อันดับ)
อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ย้อนหลังในระยะยาว 19 ปี (ตั้งแต่ปี 2006–2025) การเพิ่มขึ้นในครั้งนี้ถือเป็นเพียง “การฟื้นตัว” (Rebound) จากจุดต่ำสุดในช่วงหลังโควิด-19 เมื่อปี 2022 ที่เกิดปัญหาการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) เปรียบเสมือนคนป่วยที่เพิ่งฟื้นตัวกลับมาวิ่งได้ แต่ยังไม่ได้เก่งขึ้นกว่าเดิม โดยคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ในปี 2025 (432 คะแนน) ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดที่ไทยเคยทำได้ในปี 2012 (444 คะแนน) ขณะที่วิชาการอ่านและคณิตศาสตร์ยังคงต่ำกว่าระดับคะแนนในปี 2006 ภาพรวมการพัฒนาการศึกษาไทยจึงอาจเปรียบได้กับการ “วิ่งอยู่บนสายพาน” ที่ตำแหน่งและระดับสมรรถนะไม่ได้ขยับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ แม้ช่องว่างคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ระหว่างไทยกับค่าเฉลี่ยกลุ่มประเทศ OECD จะแคบลงจาก 82 คะแนนในปี 2006 เหลือ 54 คะแนนในปี 2025 แต่สาเหตุหลักไม่ได้เกิดจากไทยพุ่งทะยานขึ้น หากแต่เกิดจากการที่คะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม OECD ลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 503 คะแนน เหลือ 486 คะแนน สะท้อนถึงภาวะการเรียนรู้ถดถอยทั่วโลก โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ใน OECD ที่ลดลงถึง 32 คะแนนในช่วง 19 ปี ทั้งนี้ วิชาการอ่านของไทยยังคงเป็นวิชาที่มีช่องว่างห่างจาก OECDมากที่สุดและอยู่อันดับต่ำที่สุดในบรรดา 3 วิชาหลัก

2. วิกฤตสมรรถนะขั้นพื้นฐาน และโครงสร้างเด็กไทยแบบ ‘พีระมิดยอดแหลม’
เมื่อแปลงคะแนนเป็นระดับสมรรถนะ (1–6 ระดับ) พบว่า ระดับ 2 คือเกณฑ์สมรรถนะขั้นต่ำที่เด็กจบมัธยมศึกษาตอนปลายพึงมีเพื่อใช้ชีวิตในสังคม แต่สัดส่วนเด็กไทยส่วนใหญ่กลับตกเกณฑ์พื้นฐานนี้อย่างน่ากังวล:
- วิชาวิทยาศาสตร์: มีเด็กไทยที่มีสมรรถนะต่ำกว่าระดับ 2 สูงถึง 41%
- วิชาคณิตศาสตร์: มีเด็กไทยต่ำกว่าระดับ 2 สูงถึง 60% (คิดเป็น 2 ใน 3 ของนักเรียน)
- วิชาการอ่าน: มีเด็กไทยต่ำกว่าระดับ 2 สูงถึง 60% (คิดเป็น 2 ใน 3 ของนักเรียน)
- ภาพรวมทั้ง 3 วิชา: มีเด็กไทยที่มีสมรรถนะต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำสูงถึง 36.9% ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ย OECD เกือบ 2 เท่า
ผศ.ดร.สหวรัชญ์ ชี้ว่า การที่เด็กส่วนใหญ่มีสมรรถนะต่ำกว่าเกณฑ์จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตจริงและสังคม:
- ทางวิทยาศาสตร์: จะถูกหลงเชื่อโฆษณาได้ง่าย ไม่ตั้งคำถามถึงกลุ่มทดลองหรือหลักฐานอ้างอิง
- ทางคณิตศาสตร์: ไม่สามารถคำนวณเงิน ตรวจสอบส่วนลด หรือคิดดอกเบี้ยเงินกู้ของตนเองได้
- ทางการอ่าน: ถูกชักจูงง่าย ไม่สามารถแยกแยะข่าวที่มีผลประโยชน์แอบแฝง และแชร์ข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบ
ผลกระทบนี้จะติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต ส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องสุขภาพ การเงิน ข่าวสาร และการมีส่วนร่วมทางการเมือง รวมทั้งกระทบต่อตลาดแรงงาน เนื่องจากแรงงานใหม่กว่าครึ่งหนึ่งถึง 2 ใน 3 ขาดทักษะพื้นฐานที่พร้อมทำงาน สถานประกอบการต้องเสียเวลาและงบประมาณฝึกใหม่ กดทับผลิตภาพ (Productivity) และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ในทางกลับกัน กลุ่มผู้มีผลสัมฤทธิ์สูงระดับ Top Performers (ระดับ 5–6) ซึ่งเป็น “เมล็ดพันธุ์” ที่จะเติบโตไปเป็นนักวิจัย วิศวกร หรือผู้ประกอบการเทคโนโลยี ในประเทศไทยกลับมีอยู่เพียง 0.1% เท่านั้น หรือคิดเป็นเพียง 1 ใน 1,000 คน ภาพรวมสมรรถนะของเด็กไทยจึงมีลักษณะเป็น “พีระมิดฐานกว้างยอดแหลม” ที่ฐานล่างขยายใหญ่ด้วยเด็กหลุดเกณฑ์ ขณะที่ยอดบนแหลมคมและมีจำนวนน้อยมาก

3. เจาะลึกความเหลื่อมล้ำ: ‘สโมสรเด็กรวย’ และความฝันที่ขาดบันไดของ ‘เด็กช้างเผือก’
ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐฐานะ (สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม) กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เผยให้เห็นความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างอย่างเด่นชัด:
- กลุ่ม Top Performers ในวิชาวิทยาศาสตร์ถึง 73.2% กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเด็กที่มีฐานะร่ำรวย จนกลายสภาพเป็น “สโมสรของเด็กรวย”
- กลุ่มเด็กที่มีสมรรถนะต่ำกว่าเกณฑ์ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวยากจน
- ช่องว่างคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ระหว่างกลุ่มเด็กที่รวยที่สุด (Q4) กับยากจนที่สุด (Q1) ห่างกันถึง 55 คะแนน ซึ่งเทียบเท่ากับระยะเวลาการเรียนรู้ห่างกันเกือบ 3 ปีการศึกษา (2.75 ปี)
อย่างไรก็ตาม ข้อมูล PISA 2025 ยังพบบทเรียนเชิงบวกเกี่ยวกับ “นักเรียนช้างเผือก” (Resilient Students) หรือเด็กยากจนที่สุด 25% ล่างของประเทศที่สามารถทำคะแนนวิทยาศาสตร์ได้อยู่ในกลุ่มสูงสุด 25% บน โดยประเทศไทยมีสัดส่วนเด็กช้างเผือกสูงถึง 17% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD (12%) และขยายตัวเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนหน้า (15%)
ที่น่าสนใจคือ ผลสำรวจพบว่าเด็กยากจนกลุ่ม Q1 ถึง 85.6% และเด็กช้างเผือกสูงถึง 91.82% มีความฝันที่ต้องการเรียนให้สูงกว่ารุ่นพ่อแม่ และต้องการประกอบอาชีพที่ดีกว่ารุ่นพ่อแม่ สะท้อนว่าเด็กยากจนไม่ได้ขาดแคลนความฝันหรือศักยภาพ แต่สิ่งที่พวกเขาขาดคือ “บันได” ที่จะช่วยส่งเสริมให้ไปถึงฝันนั้น โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือ ทำอย่างไรให้ระบบการศึกษาผลิตเด็กช้างเผือกได้อย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องพึ่งพาโชคหรือความพยายามเกินตัวของเด็กและครอบครัวเพียงอย่างเดียว
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเน้นสร้างความเสมอภาคในการเรียนรู้ ดึงเด็กกลุ่มผลสัมฤทธิ์ต่ำให้สูงขึ้น จนยกระดับคะแนนรวมทั้งประเทศได้อย่างก้าวกระโดด ผศ.ดร.สหวรัชญ์ ระบุว่า หากไทยต้องการยกระดับคะแนนวิทยาศาสตร์ของกลุ่มเด็กต่ำกว่าเกณฑ์ให้เท่ากับค่าเฉลี่ย OECD จะต้องเร่งพัฒนาคะแนนเพิ่มขึ้นถึง 121 คะแนน หรือเทียบเท่ากับการเรียนรู้ถึง 6 ปีการศึกษา

4. ทักษะใหม่ CPS และการใช้ AI: บทเรียนสำคัญจากสิงคโปร์
ในส่วนของทักษะการแก้ปัญหาเชิงคำนวณ (Computational Problem Solving: CPS) ซึ่งเป็นโดเมนพิเศษ (Innovative Domain) ใน PISA 2025 มุ่งวัดการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือคิดและสร้างความรู้ใหม่ ผ่าน 3 ทักษะ ได้แก่ การใช้เหตุผลเชิงตรรกะ การจดจำรูปแบบ และการย่อยปัญหาใหญ่เป็นปัญหาย่อย
ผลการประเมินพบว่า เด็กไทยอยู่อันดับที่ 40 จาก 91 ประเทศ ด้วยคะแนน 476 คะแนน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD อยู่ 24 คะแนน และยังตามหลังสิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย โดยสิงคโปร์มีคะแนนทักษะนี้สูงกว่าไทยถึง 87 คะแนน
ด้านพฤติกรรมเทคโนโลยี เด็กไทยใช้ AI สูงเป็น อันดับ 3 ของโลก (86.3%) รองจากเวียดนามและสิงคโปร์ โดยนำ AI มาใช้ค้นคว้า ร่างข้อความ สรุปเนื้อหา และช่วยเรียนรู้ ทว่าคะแนนวิทยาศาสตร์ของไทยกลับยังอยู่ในระดับต่ำ ต่างจากสิงคโปร์ที่เด็กใช้ AI สูงและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงควบคู่กัน
สิงคโปร์ประสบความสำเร็จจาก 3 หลักการสำคัญด้าน AI:
- ยอมรับความเป็นจริง: ฝึกให้เด็กใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณและตื่นตัว ไม่ใช่ใช้อย่างเฉื่อยชา
- ฝัง AI ในระบบการศึกษารัฐ: เชื่อมต่อ AI เข้ากับระบบ Student Learning Space ของรัฐบาล ไม่ปล่อยให้ใช้แชตบอตทั่วไปอย่างไร้ทิศทาง
- Pedagogy First (การสอนต้องนำเทคโนโลยี): ให้ AI ช่วยส่งเสริมกระบวนการคิด เช่น ให้ AI ช่วยวิจารณ์เรียงความ แต่ไม่ใช่ให้ AI เขียนแทน

5. ปัจจัยจิตวิทยา-สังคม: มุ่งมั่นสูง แต่ขาด Growth Mindset และเผชิญ Cyberbullying
ผลวิเคราะห์ปัจจัยทางจิตวิทยา 7 ด้าน พบจุดแข็งสำคัญคือ เด็กไทยมีความมุ่งมั่นมานะ (Perseverance) ในระดับสูงถึง 0.4 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย OECD แต่กลับน่ากังวลในเรื่องกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ที่มีเด็กไทยเพียง 36% เท่านั้นที่เชื่อว่าความสามารถของตนเองพัฒนาได้ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD (70%) เกือบครึ่งหนึ่ง ขณะที่เด็กกลุ่มช้างเผือกมีสัดส่วน Growth Mindset สูงกว่าเด็กยากจนทั่วไปเกือบ 2 เท่า (48.7%)
ปัจจัยบั่นทอน Growth Mindset ส่วนหนึ่งมาจากปัญหา Cyberbullying ซึ่งเด็กไทยติดอันดับ Top 10 ของโลก โดยเผชิญการกลั่นแกล้งไซเบอร์สูงถึง 6% (เทียบกับ OECD ที่ 3%)
นอกจากนี้ การสนับสนุนจากครอบครัว (Family Support) ของไทยมีแนวโน้มลดลง ทั้งที่การพูดคุยในครอบครัวส่งผลอย่างยิ่งต่อผลการเรียนรู้ โดยผลวิเคราะห์ชี้ว่า แค่ผู้ปกครองพูดคุยกับลูกเกี่ยวกับอนาคตทางการศึกษา สามารถเพิ่มคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ได้สูงถึง 17 คะแนน รวมถึงการถามไถ่สิ่งที่ทำในแต่ละวัน ปัญหาในโรงเรียน และการเรียนรู้ ก็ล้วนช่วยยกระดับคะแนนอย่างมีนัยสำคัญ

6. ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ วิกฤตทรัพยากร และครูผู้สอน
ความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนในเขตเมืองและชนบทขยายกว้างอย่างน่าตกใจ โดยเด็กในโรงเรียนเขตเมืองทำคะแนนวิทยาศาสตร์ได้ 455 คะแนน ขณะที่เด็กในเขตชนบทได้เพียง 406 คะแนน ห่างกันถึง 49–50 คะแนน หรือเทียบเท่ากับระยะเวลาเรียนห่างกันถึง 2.5 ปีการศึกษา
นอกจากนี้ เด็กไทย 1 ใน 3 ต้องเรียนในโรงเรียนที่ขาดแคลนทรัพยากร ซึ่งส่งผลกระทบต่อคะแนนวิทยาศาสตร์อย่างรุนแรง:
- การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานกายภาพ ทำคะแนนลดลง 16 คะแนน
- วัสดุการเรียนการสอนไม่เพียงพอหรือด้อยคุณภาพ ทำคะแนนลดลงเกือบ 30 คะแนน
- การขาดแคลนทรัพยากรดิจิทัล ทำคะแนนลดลงถึง 31.95 คะแนน
ในส่วนของครูผู้สอน แม้จะพบว่าครูไทยให้การดูแลสนับสนุนนักเรียนสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก แต่ปัญหาการขาดแคลนครูหรือครูมีคุณวุฒิไม่ตรงสายกลับส่งผลให้คะแนนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนลดลงถึง 15–16 คะแนน

7. ข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ด้าน กสศ. ยกระดับทุนมนุษย์ไทยสู่ PISA 2029
เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและเตรียมความพร้อมเด็กไทยก่อนถึงการประเมิน PISA 2029 ผศ.ดร.สหวรัชญ์ ได้สรุปข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 4 ด้านสำคัญ:
- ด้านผู้เรียน (Learners): เร่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียนและออนไลน์ ป้องกันการบูลลี่ทุกรูปแบบ ควบคู่กับการเร่งเสริมสร้างกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) เพื่อให้เด็กเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง
- ด้านครอบครัว (Families): ส่งเสริมให้ครอบครัวมีบทบาทร่วมในการเรียนรู้ ให้เวลา แลกเปลี่ยนพูดคุยเกี่ยวกับอนาคตและชีวิตประจำวันของลูก ซึ่งช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ได้อย่างชัดเจน
- ด้านสถานศึกษา (Schools): จัดสรรทรัพยากรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เติมงบประมาณและอุปกรณ์แก่เด็กด้อยโอกาส เด็กพิการ และโรงเรียนห่างไกล พร้อมสนับสนุนเครื่องมือแก่ผู้บริหารสถานศึกษาในการจัดลำดับความสำคัญของการใช้ทรัพยากรอย่างตรงจุด
- ด้านครูผู้สอน (Teachers): พัฒนาศักยภาพครูและสนับสนุนเครื่องมือประเมินเพื่อการเรียนรู้ (Formative Assessment) ช่วยให้ครูสังเกต ประเมิน และช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างทันท่วงที

ผศ.ดร.สหวรัชญ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผลวิเคราะห์ PISA 2025 ไม่ใช่เพียงคะแนนของเด็กอายุ 15 ปี แต่คือภาพสะท้อนอนาคตทุนมนุษย์ของประเทศ การแก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำและยกระดับฐานการเรียนรู้ให้เท่าเทียม จึงเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ดาวน์โหลดเอกสารวิเคราะห์ผล PISA ได้ที่ https://www.eef.or.th/public-pisa-2025/ และชมถ่ายทอดสดย้อนหลังได้ที่นี่ https://www.facebook.com/EEFthailand/videos/2015929858989269


