รัฐบาลปลดล็อกสภาพคล่อง SMEs ดันกฎหมาย Credit Term ใหม่ บังคับคู่ค้ารายใหญ่จ่ายเงินใน 30-45 วัน เริ่ม 2 พ.ย. นี้ คาดอัดฉีดเงินหมุนเวียนเข้าระบบสูงสุด 7.5 แสนล้านบาท พร้อมเร่งคุมค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มดิจิทัล
ปัญหาการถูกยืดระยะเวลาชำระเงินจากคู่ค้ารายใหญ่ ถือเป็นหนึ่งใน “ยาขม” ที่กัดกินสภาพคล่องของ SMEs ไทยมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องแบกรับต้นทุนและพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองธุรกิจ
ล่าสุดรัฐบาลได้ขยับขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการออกกฎหมายกำหนดระยะเวลาชำระเงินใหม่ เพื่อสร้างกติกาการค้าที่เป็นธรรมและคืนสภาพคล่องสู่ภาคธุรกิจรายย่อย
สาระสำคัญ Credit Term ใหม่ บังคับใช้ 2 พ.ย. 69
ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป โดยกำหนดกรอบการชำระเงินของคู่ค้ารายใหญ่ไว้อย่างชัดเจน:
- ไม่เกิน 30 วัน: สำหรับสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน
- ไม่เกิน 45 วัน: สำหรับการค้า การผลิต และบริการทั่วไป
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการป้องกันการประวิงชำระเงินโดยไม่มีเหตุผลสมควร รวมถึงห้ามเปลี่ยนเงื่อนไขสัญญาหรือระยะเวลาชำระเงิน เว้นแต่จะแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน

คาดอัดฉีดสภาพคล่อง SMEs สูงสุด 7.5 แสนล้าน
สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ประเมินผลกระทบเชิงบวกจากการลดระยะเวลาชำระเงิน ดังนี้:
- ลดจาก 60 วัน เหลือ 45 วัน: เพิ่มเงินทุนหมุนเวียนเข้าระบบราว 250,000 ล้านบาท
- ลดจาก 90 วัน เหลือ 45 วัน: เพิ่มสภาพคล่องเข้าระบบได้สูงถึง 750,000 ล้านบาท
มาตรการนี้จะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ ให้มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอสำหรับค่าจ้าง วัตถุดิบ และการขยายกิจการ โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้ยืมเกินจำเป็น
เดินหน้าคุมค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มดิจิทัล
นอกจากการปรับ Credit Term แล้ว รัฐบาลยังเร่งแก้ไขปัญหาต้นทุนธุรกิจในมิติอื่น โดยเฉพาะการหารือเพื่อกำหนดมาตรการดูแลค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชันบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อลดภาระและสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน ให้ผู้ประกอบการรายย่อยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล


