รมว.พม. เผยสถิติน่าตกใจ นักสังคมสงเคราะห์แบกภาระหนัก 1 ต่อ 3,797 ครัวเรือน เร่งเดินหน้า 5 แนวทางแก้ปัญหาขาดแคลน เพิ่มความมั่นคง และนำเทคโนโลยีลดภาระงานซ้ำซ้อนด่วน
นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ได้เข้าตอบกระทู้ถามในสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการขาดแคลนนักสังคมสงเคราะห์ของประเทศ ของนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน
รมว.พม. กล่าวว่า กระทรวง พม. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทุกช่วงวัย ภายใต้นโยบาย พม. 8 ด้าน ‘สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน’ ซึ่งการบรรลุเป้าหมายต้องอาศัยการทำงานอย่างบูรณาการและมีความเป็นมืออาชีพ โดยนักสังคมสงเคราะห์เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนงาน ทั้งการป้องกันปัญหา การคุ้มครองทางสังคม รวมถึงการจัดสวัสดิการที่เหมาะสม

เปิดตัวเลขวิกฤตภาระงาน ข้าราชการ 1 คน แบกดูแล 3,797 ครัวเรือน
นายนิกร ชี้แจงถึงสถิติอัตรากำลังในปัจจุบันว่า กระทรวง พม. มีนักสังคมสงเคราะห์รวมทั้งสิ้น 1,130 อัตรา (ข้าราชการ 560 อัตรา และพนักงานราชการ 570 อัตรา) เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลกลุ่มครัวเรือนเปราะบางทางสังคมในระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ (MSO-Logbook) ณ เดือนตุลาคม 2569 ซึ่งมีจำนวนสูงถึง 1,139,099 ครัวเรือน
เมื่อเทียบข้อมูลกลุ่มครัวเรือนเปราะบางทางสังคมกว่า 1.13 ล้านครัวเรือน ทำให้นักสังคมสงเคราะห์เฉพาะตำแหน่งข้าราชการ จะดูแลกลุ่มเป้าหมายในอัตราส่วนสูงถึง 1 ต่อ 3,797 ครัวเรือน และหากรวมพนักงานราชการ อัตราส่วนจะอยู่ที่ 1 ต่อ 1,008 ครัวเรือน
ทั้งนี้ อัตรากำลังเดิมถูกจัดสรรตาม พ.ร.บ.ปรับปรุง กระทรวง ทรวง กรม พ.ศ. 2545 ซึ่งแบ่งตามขนาดพื้นที่และสภาพปัญหาสังคมในอดีต โดยกระทรวง พม. ได้ยื่นขอเพิ่มอัตรากำลังพนักงานราชการมาโดยตลอดรวม 6 รอบ ซึ่งรอบที่ 5 ได้รับจัดสรรเพิ่ม 44 อัตรา ขณะที่รอบที่ 6 (ปีงบประมาณ 2568–2571) ได้รับกรอบอัตรากำลังเท่าเดิม
กาง 5 แนวทางยกระดับคุณภาพชีวิตคนทำงานและแก้ขาดแคลน
กระทรวง พม. ได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาและรักษากำลังคนคุณภาพใน 5 ประเด็นสำคัญ:
- จัดทำฐานข้อมูลกำลังคนชัดเจน: รวบรวมข้อมูลอัตรากำลัง ตำแหน่งว่าง รูปแบบการจ้าง และภาระงาน โดยพิจารณาความซับซ้อนของเคสร่วมกับจำนวนผู้รับบริการเพื่อจัดลำดับพื้นที่เร่งด่วน
- ดูแลความมั่นคง ค่าตอบแทน และความก้าวหน้า: สร้างเส้นทางความก้าวหน้าที่สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญ พร้อมทบทวนสภาพการจ้างและค่าตอบแทนอย่างเหมาะสมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- ลดภาระงานซ้ำซ้อนด้วยเทคโนโลยี: ทบทวนงานเอกสาร นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้รับเรื่อง ส่งต่อ และติดตามการช่วยเหลือ พร้อมจัดระบบสนับสนุนงานธุรการเพื่อให้ใช้เวลากับงานวิชาชีพได้เต็มที่
- คุ้มครองมาตรฐานวิชาชีพและความปลอดภัย: มีระบบพี่เลี้ยงให้คำปรึกษา พัฒนาทักษะต่อเนื่อง จัดทีมร่วมลงพื้นที่กรณีเสี่ยง และมีระบบดูแลสภาพจิตใจบุคลากรที่ต้องเผชิญเหตุรุนแรง
- สร้างเครือข่ายความร่วมมือในพื้นที่: บูรณาการร่วมกับสภาวิชาชีพ สถาบันการศึกษา สาธารณสุข กระบวนการยุติธรรม อปท. และภาคประชาสังคม เพื่อวางแผนผลิตและเชื่อมโยงบุคลากร โดยใช้อาสาสมัครชุมชนช่วยแจ้งเหตุและประสานงาน

“เราต้องดูแลคนทำงานให้มีความมั่นคง มีเครื่องมือ และมีเวลาปฏิบัติงานอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้สามารถดูแลและให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มกำลัง”** นายนิกร กล่าว


