มือเท้าขยาย ใส่แหวนคับ หน้าเปลี่ยนไป? รพ.ราชวิถี เตือนภัยโรค Acromegaly ฮอร์โมนโตเกินผิดปกติจากเนื้องอกต่อมใต้สมอง เช็กก่อนสายเกิดโรคแทรกซ้อนอันตราย
หลายคนอาจคิดว่าการที่มือหรือเท้าขยายใหญ่ขึ้น หน้าผาก ยางรองเท้า หรือแหวนที่เคยใส่ประจำเริ่มคับแน่น เป็นเพียงเรื่องของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นหรืออายุที่มากขึ้น
ทว่าในความเป็นจริง ความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าของ “โรคอะโครเมกาลี (Acromegaly)” โรคร้ายที่เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนการเจริญเติบโต ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอันตรายถึงชีวิต เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
สาเหตุจริงของโรค: เมื่อต่อมใต้สมองผลิตฮอร์โมนเกินขนาด
นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรค Acromegaly มักเกิดจากเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงบริเวณต่อมใต้สมอง (Pituitary adenoma) ซึ่งหลั่งฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone: GH) ออกมามากเกินไป ฮอร์โมนนี้จะไปกระตุ้นให้ตับและเนื้อเยื่อสร้างฮอร์โมน IGF-1 เพิ่มขึ้น จนทำให้กระดูกและเนื้อเยื่อทั่วร่างกายเจริญเติบโตผิดปกติในวัยผู้ใหญ่
ทั้งนี้ หากภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นในวัยเด็กก่อนที่กระดูกจะปิด จะส่งผลให้ร่างกายสูงใหญ่ผิดปกติ หรือที่เรียกว่า “ภาวะร่างยักษ์ (Gigantism)”
เช็กลิสต์สัญญาณเตือน: ร่างกายเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?
อาการของโรคมักค่อยเป็นค่อยไปจนผู้ป่วยไม่ทันสังเกต โดยสามารถเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงได้จากรูปถ่ายเก่าๆ ซึ่งมีจุดสังเกตดังนี้:
- มือและเท้าใหญ่ขึ้น: ใส่แหวนเดิมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนขนาดรองเท้า
- โครงหน้าเปลี่ยน: กระดูกคิ้วและขากรรไกรล่างยื่นเด่น จมูกและริมฝีปากหนา ฟันเริ่มห่าง
- ผิวหนังและกลิ่นตัว: ผิวหนา มัน หรือหยาบกร้าน เหงื่อออกมากผิดปกติ
- ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก: ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ หรือมีอาการชาบริเวณมือจากการกดทับเส้นประสาท
- การนอนและการมองเห็น: นอนกรนหนัก หยุดหายใจขณะหลับ ปวดศีรษะ หรือการมองเห็นผิดปกติจากเนื้องอกกดทับ
อันตรายกว่าที่คิด: ภาวะแทรกซ้อนอันตรายหากไม่เร่งรักษา
แพทย์หญิงนวพร นภาทิวาอำนวย หัวหน้างานโรคต่อมไร้ท่อและเบาหวาน โรงพยาบาลราชวิถี ระบุว่า ระดับฮอร์โมนที่สูงต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อหลายระบบในร่างกาย ได้แก่:
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด: เสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ
- ระบบเผาผลาญ: เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน นำไปสู่โรคเบาหวาน
- ระบบทางเดินหายใจ: เพิ่มความเสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
- กระดูกและข้อ: ข้อเสื่อม ปวดข้อ และเคลื่อนไหวลำบาก
แนวทางการตรวจวินิจฉัยและรักษา
หากสงสัยว่ามีอาการ แพทย์จะทำการตรวจระดับฮอร์โมน IGF-1 และ GH ในเลือด พร้อมทั้งทำ MRI บริเวณต่อมใต้สมองเพื่อยืนยัน สำหรับแนวทางการรักษา มีตั้งแต่การผ่าตัดนำเนื้องอกออก การใช้ยาควบคุมระดับฮอร์โมน ไปจนถึงการฉายรังสี การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกและการรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนและทำให้ผู้ป่วยกลับมาระดับคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง
ที่มาข้อมูล : โรงพยาบาลราชวิถี ชวนรู้จักโรค Acromegaly ภาวะฮอร์โมนการเจริญเติบโตสูงผิดปกติ สังเกตอาการให้ทันก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน



