OECD แนะนำมาตรการฝากสมาร์ตโฟนก่อนเข้าห้องเรียน เพื่อคืนสมาธิให้เด็กไทยหลังคะแนนการอ่านร่วงเกือบ 50 แต้ม พร้อมปรับยุทธศาสตร์รับมือโจทย์ใหม่ใน PISA 2029
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดเวทีเสวนาวิชาการระดับสากล “ถอดรหัส PISA 2025: เปิดโจทย์อนาคตการเรียนรู้ เตรียมทักษะเด็กไทยให้พร้อม ก่อนถึง PISA 2029” โดยมี ดร. มาริโอ เพซินตินี นักวิเคราะห์อาวุโสด้านการศึกษาและทักษะ จากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ร่วมเปิดผลวิเคราะห์เชิงลึก โดยชูข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญเร่งด่วน คือ มาตรการให้นักเรียนฝากหรือวางสมาร์ตโฟนไว้ก่อนเข้าห้องเรียน เพื่อตัดสิ่งเบี่ยงเบนสมาธิและฟื้นฟูทักษะการอ่านเชิงลึกของเด็กไทย
ไฮไลต์นโยบายเร่งด่วน: ทำไมต้อง ‘ฝากมือถือก่อนเข้าเรียน’?
ในการแถลงผลวิเคราะห์ ดร. มาริโอ ได้หยิบยกประเด็นการใช้เครื่องมือดิจิทัลในสถานศึกษาขึ้นมาเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่ต้องแก้ไขทันที ผลการประเมิน PISA 2025 ชี้ว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่นักเรียนใช้เครื่องมือดิจิทัลและสมาร์ตโฟนในสัดส่วนที่สูงมาก ทั้งเพื่อการเรียนและเพื่อความบันเทิง อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เทคโนโลยีในโรงเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลับเป็นรูปแบบ U-Shape กล่าวคือ หากใช้มากเกินไปในห้องเรียน จะกลายเป็นปัจจัยรบกวนสมาธิและส่งผลให้คะแนนสอบลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ดร.มาริโอ้ ได้กล่าวนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อคืนสมาธิสู่ห้องเรียนว่า เครื่องมือดิจิทัลทำให้เด็กเสียสมาธิในห้องเรียนและทำให้ผลสัมฤทธิ์มันต่ำลง เพราะฉะนั้นในเรื่องของนโยบาย เราจะต้องพิจารณาที่จะให้เด็ก ม.ปลาย วางมือถือหรือฝากมือถือไว้ก่อนที่จะเข้าห้องเรียน นี่ก็เป็นนโยบายที่หลายประเทศตอนนี้นำมาใช้

เจาะลึกวิกฤตการอ่านครั้งใหญ่: พฤติกรรม ‘ปัดหน้าจอ’ ทำเด็กตอบรีบ-สมาธิสั้น
สาเหตุสำคัญที่ทำให้มาตรการฝากสมาร์ตโฟนกลายเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง มาจากการที่ผลสอบ PISA 2025 ฟ้องว่าเด็กไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตการณ์การอ่านครั้งใหญ่” (Major Reading Crisis) โดยคะแนนการอ่านของเด็กไทยตกลงมาเกือบ 50 คะแนนเมื่อเทียบกับปี 2012
ผลวิเคราะห์พฤติกรรมการสอบพบว่า ยิ่งโจทย์มีข้อความยาวเท่าไร อัตราการตอบคำถามผิดของเด็กไทยยิ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนว่าเด็กไม่คุ้นเคยกับการอ่านข้อความยาวๆ หรือการอ่านหนังสือตำรา
ดร. มาริโอ ได้ชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลของการใช้สมาร์ตโฟนที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กว่า “เราเห็นเรื่องของการตอบผิดที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นการตอบที่แบบรีบตอบ เพราะเขาคุ้นเคยกับการอ่านมือถือ เวลาดูมือถือก็มักจะปัดๆ ไปเรื่อยๆ เร็วๆ ไม่ค่อยสนใจว่าจะตอบถูกหรือตอบผิด สื่อดิจิทัลทำให้นักเรียนสูญเสียความสามารถในการพุ่งความสนใจ”*
นอกจากนี้ การขาดสมาธิระยะยาวในห้องเรียน ยังผสมผสานกับสภาวะความเบื่อหน่ายในโรงเรียน และปัญหาในระดับสถาบันครอบครัวที่พ่อแม่ผู้ปกครองเองก็ติดสมาร์ตโฟนจนไม่อ่านหนังสือ ทำให้ขาดการเป็น “ต้นแบบการอ่าน” แก่ลูก
“การอ่านเป็นพื้นฐานสำหรับทุกสิ่ง ถ้าเด็กไม่มีความสามารถในการอ่าน ก็ไม่สามารถที่จะไปเรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือการคิดเชิงวิพากษ์ได้ ถ้าเราไม่ไปแก้ไขปัญหาความตกต่ำในเรื่องการอ่าน เราก็ไม่สามารถไปแก้เรื่องอื่น ๆ ได้”
ย้ำเตือนเด็กไทยกว่า 59% หลุดเกณฑ์พื้นฐาน — ชี้โจทย์เร่งขยับฐานความรู้
ในภาพรวม PISA 2025 แม้คะแนนของไทยจะมีการฟื้นตัวขึ้นบ้างเมื่อเทียบกับปี 2022 ในช่วงวิกฤตโควิด แต่สัดส่วนเด็กไทยที่มีสมรรถนะถึงเกณฑ์ขั้นพื้นฐาน (ระดับ 2 หรือ Baseline) ในวิชาคณิตศาสตร์และการอ่านกลับมีไม่ถึงครึ่งหนึ่ง
ดร. มาริโอ ระบุถึงเป้าหมายการยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยว่า เรื่องคณิตศาสตร์กับการอ่านนั้น ไทยมีไม่ถึงครึ่งที่ทำคะแนนได้ในระดับ Baseline เพราะฉะนั้นเราต้องร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อขยับจากสัดส่วน 41% ให้ได้ถึง 90% หรือ 100% ในอนาคต นี่คือสิ่งที่เราต้องทำงานกันต่อ”*
ถอดบทเรียนการใช้ AI: จากการพึ่งพาจนขี้เกียจ สู่การเรียนรู้แบบสิงคโปร์
นอกเหนือจากการวางสมาร์ตโฟนก่อนเข้าเรียน ประเด็นการใช้ AI (ปัญญาประดิษฐ์) ก็เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ ผลสำรวจพบว่าเด็กไทยใช้ AI ในสัดส่วนที่สูงมาก แต่มักสัมพันธ์ในเชิงลบกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เนื่องจากเด็กนำ AI มาใช้ทำหน้าที่คิดแทนหรือทำแทนเพื่อหลีกเลี่ยงการทำข้อสอบและการบ้าน
ดร. มาริโอ ได้เปรียบเทียบการประยุกต์ใช้ AI ระหว่างไทยกับสิงคโปร์ไว้ว่า ไม่ใช่แปลว่าสื่อดิจิทัลมันจะดีหรือไม่ดีในตัวมันเอง แต่ขึ้นอยู่กับว่าเอาไปใช้อย่างไร ถ้าใช้ AI เพื่อขี้เกียจทำโจทย์ ก็จะทำให้ผลสัมฤทธิ์น้อยลงเพราะไม่ได้คิดเอง แต่ถ้าใช้ AI ในการเรียนรู้อย่างสิงคโปร์ ก็จะเป็นความสัมพันธ์ในเชิงบวก

ด้านบวกที่ซ่อนอยู่ และการเตรียมพร้อมสู่ PISA 2029 (Media & AI Literacy)
ท่ามกลางข้อท้าทาย ผลสอบ PISA 2025 ยังเผยให้เห็นว่า เด็กไทยทำผลงานในโดเมนการแก้ปัญหาเชิงคำนวณ (Computational Problem Solving: CPS) ผ่านแบบจำลองสถานการณ์ซับซ้อน เช่น การสำรวจอวกาศ การจัดนิทรรศการศิลปะ และการช่วยปลาโลมาเกยตื้น ได้ดีเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนว่าหากมีสื่อและทรัพยากรที่เหมาะสม เด็กไทยมีความกระตือรือร้นและทัศนคติที่ดีในการแก้ปัญหา
ขณะเดียวกัน ในปัจจัยทางจิตวิทยา พบว่านักเรียนไทยถึง 60% รู้สึกว่าโรงเรียนน่าเบื่อ ขาด Growth Mindset หรือความเชื่อว่าตนเองพัฒนาให้เก่งขึ้นได้ และเผชิญความเสี่ยงจากการถูกกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) ในสัดส่วนที่สูง
สำหรับทิศทางใน PISA 2029 OECD ประกาศว่าจะมุ่งเน้นการวัดสมรรถนะ “ความรู้เท่าทันสื่อและ AI” (Media and AI Literacy) เพื่อฝึกให้เด็กไทยรับมือกับข่าวปลอม (Fake News) และ Deepfake โดยเน้นให้เด็กฝึกสะท้อนคิด (Ethical Reflection) และตั้งคำถามเชิงวิพากษ์เมื่อเจอสื่อออนไลน์ว่า “ใครเป็นคนเขียน? ใครสร้างขึ้นมา? สร้างเพื่ออะไร? และเชื่อถือได้หรือไม่?” ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อหรือแชร์ข้อมูล
ดูถ่ายทอดสดย้อนหลัง >> https://www.facebook.com/share/v/1E2oBfSR17/


