ประธานศาลฎีกาออกคำแนะนำใหม่ ปรับกระบวนการยุติธรรมเคารพศักดิ์ศรีทุกเพศ ห้ามถามประจาน-ลดทอนศักดิ์ศรี พลิกโฉมการคุ้มครองเหยื่อความรุนแรงและให้ประกันตัวอย่างเป็นธรรม
การเดินขึ้นศาลจะไม่ใช่เรื่องน่าหวาดกลัวสำหรับการถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อีกต่อไป เมื่อวงการยุติธรรมไทยก้าวสู่มิติใหม่ครั้งสำคัญด้วยการประกาศใช้ “คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยคำนึงถึงความเสมอภาคทางเพศ” ซึ่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ลงนามโดย นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569
การออกแนวปฏิบัติครั้งนี้ถือเป็นการอัปเกรดมาตรฐานศาลไทยให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและมาตรฐานสากล มุ่งขจัดอคติ ปกป้องผู้เสียหายจากบาดแผลทางจิตใจซ้ำสอง และเปิดทางให้บุคคลทุกเพศวิถีได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริงและปราศจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
1. ยึดหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขจัดอคติและความเหลื่อมล้ำทุกมิติ
สาระสำคัญในข้อแรกของคำแนะนำฉบับนี้ กำหนดให้ศาลพึงปฏิบัติต่อบุคคลด้วยความเสมอภาคและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยปราศจากอคติทางเพศ นอกจากนี้ยังกำชับให้ระมัดระวังอคติที่อาจแฝงมากับความแตกต่างด้านอื่น ๆ เช่น เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม อายุ และสภาพทางกายภาพ ซึ่งมักถูกนำมาซ้อนทับกับเรื่องเพศ จนนำไปสู่การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดี
2. พลิกโฉมการสืบพยาน: ห้ามคำถามประจาน-สั่งห้ามใช้อคติชั่งน้ำหนักหลักฐาน
หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ผู้เสียหายในคดีทางเพศมักพบเจอคือการถูกสืบเค้นประวัติส่วนตัวอย่างไม่เป็นธรรม คำแนะนำข้อ 2 จึงสั่งห้ามศาลและคู่ความตั้งคำถามที่เกี่ยวกับ:
- เพศ เพศวิถี (Sexual Orientation) หรืออัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Identity)
- การแสดงออกทางเพศ คุณลักษณะทางเพศ ภูมิหลัง หรือพฤติกรรมทางเพศในอดีต
หากคำถามเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดีโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเปิดเผย ประจาน ทำให้เกิดความอับอาย ถูกตีตรา หรือถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งกำชับให้ศาลบันทึกคำพยานและ “ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน” โดยปราศจากอคติทางเพศอย่างสิ้นเชิง ไม่นำภูมิหลังทางเพศของพยานหรือคู่ความมาเป็นปัจจัยกดดันหรือหักล้างความน่าเชื่อถือ

3. คุ้มครองสิทธิในคดีครอบครัว มรดก และแรงงาน
ในข้อ 3 ได้ระบุถึงคดีเกี่ยวกับสถานะและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เช่น คดีครอบครัว คดีมรดก และคดีแรงงาน โดยกำหนดให้ศาลแสวงหาแนวทางตามกฎหมายอย่างเหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศหรือมีเพศแตกต่างกัน ให้ได้รับความยุติธรรมที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในสังคมยุคใหม่
4. เซฟใจผู้เสียหาย: คุ้มครองเข้มคดีความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ
สำหรับคดีเกี่ยวกับการกระทำความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ข้อ 4 กำหนดให้ศาลรวบรวมข้อมูลผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายอย่างรอบด้าน และดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อหลีกเลี่ยงการซ้ำเติมบาดแผลทางจิตใจ (Re-traumatization) พร้อมทั้งให้อำนาจศาลในการงัดมาตรการคุ้มครองพิเศษ เช่น:
- การหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับจำเลยโดยตรง
- การพิจารณาคดีเป็นการลับ และการสั่งแยกเก็บเอกสารหรือภาพถ่ายอันพึงไม่เปิดเผย
- การไต่สวนคำร้องฉุกเฉินและการกำหนดมาตรการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพ
- การอำนวยความสะดวกให้ผู้เสียหายเข้าถึงการบำบัด ฟื้นฟู และเยียวยาจิตใจ
นอกจากนี้ ในการพิพากษาคดี ศาลพึงกำหนดโทษตามความร้ายแรงของการกระทำความผิด ควบคู่ไปกับการกำหนดค่าเสียหายทางแพ่งที่ครอบคลุมการเยียวยาความเสียหายต่อจิตใจของผู้เสียหายอย่างเหมาะสมและได้สัดส่วน
5. ใช้มาตรการทางอาญาอย่างเข้าใจมนุษย์ และเปิดทางเลือกที่ไม่ใช่การคุมขัง
คำแนะนำข้อ 5 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสั่งคำร้องขอปล่อยชั่วคราว (ประกันตัว) การกำหนดโทษ และการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูในคดีอาญา โดยให้ศาลนำปัจจัยภูมิหลังและข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเพศมาประกอบการใช้ดุลพินิจอย่างได้สัดส่วน ได้แก่:
- ประวัติการเคยถูกล่วงละเมิด ถูกกระทำความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง หรือถูกแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
- สภาพร่างกายและจิตใจ เช่น การตั้งครรภ์ ภาวะหลังคลอด ความบอบช้ำทางจิตใจ ความกดดัน หรือภาวะเสพติด
- ภาระบทบาทหน้าที่ในครอบครัว เช่น การเลี้ยงดูบุตร ผู้สูงอายุ หรือบุคคลพึ่งพิง ตลอดจนภาระการหาเลี้ยงชีพทางเศรษฐกิจ
ศาลได้รับแนวทางให้พิจารณาใช้มาตรการที่ไม่ใช่การคุมขัง (Non-custodial measures) ตามความจำเป็นและเหมาะสม เพื่อลดผลกระทบต่อโครงสร้างครอบครัว โดยยังคงคำนึงถึงสิทธิของผู้เสียหายและความปลอดภัยของสังคมควบคู่กัน
6. ยกระดับระบบงานและพัฒนาบุคลากรสู่มาตรฐานสากล
เพื่อไม่ให้คำแนะนำเป็นเพียงแนวคิดบนกระดาษ ข้อ 6 ได้มอบหมายให้สำนักงานศาลยุติธรรมพัฒนาระบบงาน สนับสนุนการประสานงานกับหน่วยงานภายนอก และจัดอบรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้พิพากษาและบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการปฏิบัติตามคำแนะนำนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากลอย่างแท้จริง
ที่มาข้อมูล : คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยคำนึงถึงความเสมอภาคทางเพศ


