ไอเอฟดีโพลเผยคนไทยกว่า 67% กะทบน้ำท่วม 69 จี้รัฐทำงานเชิงรุก เตือนภัยรวดเร็ว ปฏิรูปการจัดการน้ำทั้งระบบ-เสริมเส้นเลือดฝอยระดับชุมชน
วันที่ 27 ตุลาคม 2569 สถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และสถาบันการสร้างชาติ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันฯ ร่วมกับ นางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ ได้ร่วมกันแถลงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “บทเรียนน้ำท่วม 69: วิกฤตยังไม่จบ จี้ รัฐทำงานเชิงรุก”
โดยทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,217 ราย ครอบคลุม 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 22–24 ตุลาคม 2569 (ความเชื่อมั่น 95%, ค่าความคลาดเคลื่อน ±3%)
เปิดสถิติผลกระทบ: ความเสียหายลามถึงอาชีพ-กลุ่มหนักสุดต้องใช้เวลาฟื้นตัวเกิน 3 เดือน
ผลการสำรวจพบว่า ประชาชนถึง 67.71% ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมปี 2569 ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยแบ่งเป็น:
- ผู้ได้รับผลกระทบรุนแรงมาก: (บ้านเรือน ทรัพย์สิน หรืออาชีพเสียหายหนัก) คิดเป็น 10.02%
- ผู้ได้รับผลกระทบปานกลาง: (ทรัพย์สินหรือรายได้เสียหายบางส่วน) คิดเป็น 18.00%
- ผู้ได้รับผลกระทบทางอ้อม: (การเดินทาง การทำงาน หรือค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น) คิดเป็น 39.69%
- ผู้ไม่ได้รับผลกระทบ: มีสัดส่วน 32.29%

ในส่วนของระยะเวลาการฟื้นตัว (สำรวจเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง 341 ราย) พบว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากถึง 36.06% คาดว่าจะต้องใช้เวลาฟื้นตัวมากกว่า 3 เดือน ขณะที่กลุ่มได้รับผลกระทบปานกลางส่วนใหญ่ (66.21%) คาดว่าจะฟื้นตัวได้ภายใน 1-4 สัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าน้ำลดไม่ได้แปลว่าวิกฤตจบลง เพราะความเสียหายในกลุ่มหนักรุนแรงยืดเยื้อและส่งผลกระทบถึงการทำมาหากินในระยะยาว
ความไม่พร้อมของครัวเรือน & เสียงเรียกร้อง “เตือนภัยล่วงหน้าแม้ยังไม่แน่นอน”
เมื่อสำรวจความพร้อมในการรับมือน้ำท่วมฉับพลัน พบว่า ประชาชนมากกว่าครึ่ง หรือ 55.30% ยอมรับว่า “ไม่ค่อยพร้อม” ถึง “ไม่พร้อมเลย” มีเพียง 38.04% เท่านั้นที่มีความพร้อม (มีแผนอพยพ เสบียง และเงินสำรอง)
ด้วยเหตุนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ถึง 69.84% จึงเห็นตรงกันว่า ต้องการให้รัฐบาล “แจ้งเตือนภัยไว้ก่อน แม้สถานการณ์ยังไม่แน่นอน” เพราะดีกว่าปล่อยให้เตรียมตัวไม่ทัน ขณะที่มีเพียง 21.94% ที่ต้องการให้เตือนเมื่อมั่นใจแน่นอนแล้วเพื่อป้องกันความตื่นตระหนก
สำหรับแนวทางการลงทุนระยะยาวที่ประชาชนต้องการให้รัฐดำเนินการมากที่สุด ได้แก่:
- การจัดทำระบบระบายน้ำในเมืองและชุมชน (22.46% ของคำตอบทั้งหมด)
- การสร้างแหล่งกักเก็บและผันน้ำ เช่น อ่างเก็บน้ำ แก้มลิง คลองผันน้ำ (18.35%)
- การจัดการพื้นที่ ผังเมือง และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ (17.96%)
- การสร้างเขื่อนและแนวกั้นน้ำขนาดใหญ่ (16.63%)
- การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าผ่านสมาร์ทโฟน (16.48%)
- การเพิ่มงบประมาณและอำนาจการตัดสินใจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (7.79%)

7 นัยสำคัญ และ 6 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจาก ‘ดร.แดน’
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้วิเคราะห์นัยสำคัญจากผลโพล โดยย้ำว่าการแก้น้ำท่วมจะมองแค่การซ่อมบ้านหรือจ่ายเงินเยียวยาไม่ได้อีกต่อไป รัฐต้องเปลี่ยนผ่านจากการรอรับมือ ไปเป็นการจัดการความเสี่ยงเชิงรุก ผ่าน 6 ข้อเสนอแนะสำคัญ ได้แก่:
- ปฏิรูประบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System): รัฐต้องเตือนภัยให้เร็ว แม่นยำ และสื่อสารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ให้ประชาชนมีเวลาขนย้ายทรัพย์สินและอพยพทันท่วงที ไม่ใช่แจ้งเตือนเมื่อน้ำเข้าท่วมพื้นที่แล้ว
- ใช้ชุมชนเป็นฐานในการรับมือ (Community-Based Disaster Management): สร้างโครงสร้างการรับมือ 4 ระดับ (ระดับชาติ, ข้ามพื้นที่, จังหวัด และหมู่บ้าน) เปลี่ยนจาก “ชุมชนรอรับความช่วยเหลือ” เป็น “ชุมชนริเริ่ม รัฐและเอกชนหนุน” ดังเช่นโมเดลหมู่บ้านกรีนวัลเลย์ สมุทรปราการ
- จัดทำแพ็กเกจฟื้นฟูแบบครบวงจร: ปรับเปลี่ยนจากการจ่ายเงินเยียวยาแบบแจกเงินถูไถ มาเป็นการฟื้นฟูทั้งบ้านเรือน อาชีพ รายได้ และสภาพจิตใจ ให้สอดคล้องกับระดับความเสียหายของแต่ละครอบครัว
- เดินหน้าเมกะโปรเจกต์คู่ ‘เส้นเลือดฝอย’: โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (เส้นเลือดใหญ่) มีความจำเป็น แต่รัฐต้องไม่ละเลยการพัฒนาระบบระบายน้ำระดับหมู่บ้านและชุมชน (เส้นเลือดฝอย) พร้อมกระจายงบประมาณและอำนาจลงสู่ท้องถิ่นจริง
- ยกระดับการจัดการน้ำเป็นวาระแห่งชาติอย่างครบวงจร: เชื่อมโยงระบบระบายน้ำ การกักเก็บ การผันน้ำ และแนวกั้นน้ำเข้าด้วยกันเป็นโครงข่ายเดียว ไม่ให้เกิดปัญหาต่างหน่วยงานต่างทำ
- ศึกษาและผลักดัน “เมืองแนวตั้งรอบอ่าวไทย”: เสนอแนวคิดการพัฒนา “เมืองเศรษฐกิจที่เป็นเขื่อนป้องกันน้ำในตัว” เพื่อรับมือปัญหาการจมตัวของกรุงเทพฯ และน้ำทะเลหนุนสูงในอนาคต ซึ่งนอกจากจะช่วยปกป้องสินทรัพย์และพื้นที่ประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์แล้ว ยังสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐในระยะยาวได้อีกด้วย


